วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553

อวิชชาและดาบอันแหลมคมแห่งหลักธรรมเร้นลับ

อวิชชาและดาบอันแหลมคมแห่งหลักธรรมเร้นลับ
(กันพน โนะ มุเมียว,เมียวโฮ โนะ ริเคน)
ธรรมมะที่วัดใหญ่ไทเซขิจิส่งให้ผู้นับถือทั่วโลก
ประจำเดือนสิงหาคม 2553

คำว่า อวิชชา ในภาษาญี่ปุ่นนั้นประกอบด้วยคำว่า "กันพน(รากฐาน)" หมายถึง ราก หรือ ที่มาของสรรพสิ่ง "มุเมียว(ความมืด)" หมายถึง สภาพที่มืดมิด ปราศจากแสงสว่าง

ด้วยเหตุนี้ คำว่า "อวิชชา" (กันพน โนะ มุเมียว : รากฐานความมืดมิด)  หมายถึงที่มาของความเข้าใจผิดทั้งปวงของมนุษย์ อีกทั้งยังหมายถึง "ความมืดเบิ้องต้น" (คนปน มุเมียว) และ "ความมืดจากอดีตที่ไม่มีจุดเริ่มต้น" (มุชิ มุเมียว) ซึ่งเป็นรากฐานของความเข้าใจผิดโดยยึดกิเลสที่พวกเรามีในชีวิตของเรา เป็นเพราะกิเลสเหล่านี้ ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับเราที่จะระวังตนเองจากความเข้าใจที่ผิดพลาดของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะสยบและทำลายมัน

ในวันนี้อาตมาอยากจะเน้นในเรื่อง วิธีการเอาชนะและกำจัดอวิชชาเหล่านี้ โดยยึดหลักของ ศาสนาพุทธของพระศากยมุนี, บทธรรมนิพนธ์ของพระนิชิเรนไดโชนิน และคำชี้นำของสมเด็จพระสังฆราช

กิเลส หมายถึง ความรู้สึกโลภ อยากได้ และความคิดฟุ้งซ่านต่างๆที่มีอยู่เป็นเนื้อแท้ของมนุษย์ มีมากมายถึง 84,000 กิเลส และเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่คอยขัดขวางเราจากการบรรลุพุทธภาวะ มหาอาจารย์เทียนไท้ ได้สอนไว้ว่า กิเลสนั้นแบ่งเป็นสามประเภทที่คอยขัดขวางผู้คนจากการปฏิบัติศาสนาพุทธ กิเลสทั้งสามชนิดนี้เรียกว่า ภาพลวงสามประเภท - ภาพลวงแห่งความคิดและความปรารถนา(เคนจิ วะคุ) ภาพลวงที่มีมากมายดั่งหมอกและทราย (จินจะ วะคุ) และภาพลวงแห่งอวิชชา (มุเมียว วะคุ)
ตามหลักคำสอนของ คำสอนที่สมบูรณ์แบบ (เอนเงียว) ซึ่งถูกอธิบายโดยพระศากยมุนี ได้กล่าวว่า มี สี่สิบสองระดับของภาพลวงที่โพธิสัตว์จะต้องกำจัด ระดับสุดท้ายที่จะต้องถูกกำจัดนั้นคือ ภาพลวงแห่งอวิชชา พระนิชิเรนไดโชนิน ได้กล่าวไว้ในบทธรรมนิพนธ์ "จดหมายถึงพี่น้อง" (เกียวได-โช) ไว้ว่า :

พญามารแห่งอวิชชานั้นสามารถเข้าไปยังชีวิตได้ แม้แต่กับชีวิตของโพธิสัตว์ซึ่งอยู่ในระดับสูงที่สุดที่ใกล้จะบรรลุพุทธภาวะ (โทะงะคุ) และคอยขัดขวางเขาจากการได้รับกุศลผลบุญแห่งการรู้แจ้ง (เมียงงะคุ) ของสัทธรรมปุณฑริกสูตร แล้วจะง่ายกว่านี้สักเพียงไร สำหรับพญามารที่จะขัดขวางคนอื่นๆที่อยู่ในสภาพที่ต่ำกว่า
(โกโช่, หน้า. 980)

ในข้อความนี้ อวิชชาได้ถูกเปรียบมาเป็นพญามารที่สามารถเข้าไปยังร่างกายและจิตใจ แม้แต่กับของโพธสัตว์ซึ่งได้บรรลุ สี่สิบเอ็ดขั้นแรกของการปฏิบัติของโพธิสัตว์ และขัดขวางเขาจากการบรรลุพุทธภาวะ พระนิชิเรนไดโชนินอธิบายว่ามันเป็นเรื่องยากสำหรับคนอื่นๆ [ผู้ที่ไม่ได้บรรลุระดับสูงถึงขั้นโพธิสัตว์] ที่จะทำลายอวิชชาจากชีวิตของพวกเขา

อวิชชานั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกิเลส พระนิชิเรนไดโชนินได้กล่าวไว้ในบทธรรมนิพนธ์ "ว่าด้วยคำอธิษฐาน" (คะโตะ-โช)

พญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 ผู้เปรียบเป็นอวิชชา ได้เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ทุกคน และทำให้พวกเขามองพระพุทธะเป็นศัตรู แล้วขัดขวางพวกเขาจากการศึกษาคำสอน ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าวิรุทดะคะ จึงได้สังหารคนห้าร้อยคนแห่งอาณาจักรศากยะ องคุลีมารได้ตามสังหารพระพุทธเจ้า พระเทวทัตได้พยายามที่จะปาก้อนหินยักษ์ใส่พระองค์ ชินชะมะนะวิกะ พราหมณ์สตรีได้นำหม้อใส่ไว้ในท้อง และกล่าวว่าบุตรในท้องของเธอคือ บุตรของพระพุทธะ ผู้นำแห่งเมือง พราหมณ์ ประกาศว่าผู้ที่อนุญาติให้พระพุทธะเข้าเมืองโดยปลอดภัยจะถูกปรับเป็นทองคำ 500 เรียว  ท้ายที่สุด ผู้คนได้พยายามหาสิ่งกีดขวางวางบนถนน ใส่สิ่งสกปรกลงในบ่อน้ำ หาสิ่งกีดขวางมาขวางกำแพง และใส่ยาพิษในอาหารของพระพุทธะ พวกเขาทำทั้งหมดนี้เพราะว่าพวกเขาเกลียดพระองค์
(บทธรรมนิพนธ์ภาษาอังกฤษ, หน้า. 624)

ด้วยเหตุนี้ พระนิชิเรนไดโชนินอธิบายว่า อวิชชา ได้มาในรูปของพญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 และ เข้าสู่ชีวิตของผู้คนทั้งหมด สร้างความเสียหายและนำพาพวกเขาไปสู่ การดู่หมิ่น เกลียด และทำอันตรายแก่พระพุทธะ ท้ายที่สุด พระศากยมุนีจึงได้พบกับการกลั่นแกล้งต่างๆมากมาย

พญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 มีอีกชื่อว่า พญามารทะเคะจิไซเทน ซึ่งทำหน้าที่ขัดขวางผู้คนจากการปฏิบัติศาสนาพุทธ มารนี้ ทำลายพลังชีวิตและแย่งกุศลผลบุญไปจากพวกเขา พระนิชิเรนไดโชนิน กล่าวไว้ใน "จดหมายถึงพี่น้อง" ว่า
"โลกนี้แสดงถึงดินแดนแห่งพญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่ 6 ผู้คนทั้งหมดได้มีความสัมพันธ์กับเขานับตั้งแต่ช่วงเวลาในอดีตที่ไม่มีจุดเริ่มต้น"

พระเรียวคัน แห่ง วัดโกะคุระคุจิ หลอกลวงผู้คนในสังคม และทำให้พวกเขายกย่องตนเองให้เป็น พระพุทธะที่มีชีวิต ในความเป็นจริงแล้ว อย่างไรก็ตาม เขามีจุดมุ่งหมายที่จะสังหาร พระนิชิเรนไดโชนิน เฮอิ โนะ ซาเอมน-โน-โจะ ใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อกลั่นแกล้ง พระนิชิเรนไดโชนิน นี่เป็นตัวอย่างของการที่พญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่หก เข้าไปยังชีวิตของบุคคลเหล่านี้เพื่อกระทำชั่วต่อพระนิชิเรนไดโชนิน
คล้ายคลึงกับสังคมของพวกเราในทุกวันนี้ แม้ว่าผู้คนจะเป็นคนดี แต่หากเขาดู่หมิ่นศาสนาพุทธแท้ พวกเขาก็ย่อมจะมีความสัมพันธ์กับพญามารแห่งสวรรค์ชั้นที่หก ยิ่งพวกเราพยายามในการปฏิบัติและมุ่งมั่นที่จะมีความสุขมากเท่าไหร่ อุปสรรคก็จะปรากฎตัวเพื่อจะคอยขัดขวางเรา ดังเช่นที่เรากำลังเดินไปสู่การบรรลุพุทธภาวะ อิทธิพลชั่วก็จะพยายามที่จะนำเราไปสู่การสร้างความสัมพันธ์กับปิศาจมาร

ใน "คำสอนที่บันทึกไว้" พระนิชิเรนไดโชนินได้กล่าวไว้ว่า

"คำว่า 'สงสัย' หมายถึงอวิชชา"
(โกโช่ หน้า. 1829)

ยิ่งกว่านั้น ใน "คำสอนปากเปล่า" ได้อธิบายไว้ว่า

"บุคคลที่ทะนงตัวทั้ง 5ooo คน เป็นการแสดงออกของอวิชชา"
(โกโช่, หน้า. 1732)

เมื่อพระศากยมุนีอธิบายพระสัทธรรมปุณฑริกสูตร มีสาวก 5000 คนที่ไม่เชื่อพระองค์เมื่อท่านกล่าวว่า ท่านไม่ได้เปิดเผยความจริงในระยะเวลาตลอด 40 ปี ผู้คนที่ทะนงตนเหล่านี้ ได้เดินทางออกมาและไม่เคยได้พบและได้ฟังพระสัทธรรมปุณฑริกสูตร ด้วยเหตุนี้ การเก็บข้อสงสัยจะทำให้พวกเขาออกห่างจากเส้นทางสู่การรู้แจ้ง และ ยิ่งกว่านั้น ยังทำให้พวกเขาละทิ้งความศรัทธาอีกด้วย

ต่อจากนี้ อาตมาอยากจะเน้นย้ำเรื่อง ดาบอันแหลมคม ที่คอยตัดทำลายอวิชชา ในธรรมนิพนธ์ "การเปรียบเทียบสัทธรรมปุณฑริกสูตรกับพระสูตรอื่นๆ"  พระนิชิเรนไดโชนินกล่าวไว้ว่า

จะมีพระสูตรใดๆ ที่จะสูงส่งกว่าคำสอนนี้ ?  สิ่งนี้เป็นโคมไฟใหญ่ที่สว่างไสวท่ามกลางความมืดอันยาวนานแห่งการเกิดและตาย และ เป็นดาบอันแหลมคมที่จะตัดทำลายอวิชชาของชีวิต
 (โกโช่, หน้า. 1468)
"คำสอนนี้" หมายถึง พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร นัมเมียวโฮเรงเงเคียวแห่งหนึ่งขณะจิตสามพันแท้จริง ซึ่งถูกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของบทจูเรียว ของคำสอนแท้จริงของสัทธรรมปุณฑริกสูตร เป็นดั่งโคมไฟยักษ์ที่จะสว่างไสวในยาวค่ำคืน อีกทั้งยังเป็นดาบอันแหลมคมที่จะตัดทำลายอวิชชา

บทธรรมนิพนธ์ "คำสอนที่บันทึกไว้" กล่าวว่า

"ยาวิเศษที่ทำลายอวิชชาของชีวิตนั้นไม่มีอื่นใดนอกจาก นัมเมียวโฮเรงเงเคียว"
 (โกโช่, หน้า. 1848)

พระนิชิเรนไดโชนิน ยังได้กล่าวไว้ใน บทธรรมนิพนธ์ "ว้าด้วยความหมายของตัวตนที่แท้จริงของเมียวโฮเรงเงเคียว" ว่า

"แม้แต่ หลักการความเป็นจริงของสภาพชีวิตสูงสุด(อิชิ เมียว ชินเนียว โนะ ริ) จะเป็นตัวตนของความหลงผิด หากพบกับอิทธิพลแง่ลบ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้จะแสดงออกซึ่งการรู้แจ้ง หากพบกับอิทธิพลในแง่บวก การรู้แจ้งนั้นไม่มีอื่นในนอกจากการปรากฎของธรรมชาติแท้จริงของหลักธรรม  ความหลงผิดนั้นไม่มีอื่นใดนอกจากอวิชชา"
(ธรรมนิพนธ์, หน้า. 692)

ในที่นี่ "อิทธิพลแง่บวก" หมายถึง ความศรัทธาต่อโงะฮนซน และ "อิทธิพลแง่ลบ" หมายถึง การมีความสัมพันธ์กับบาปและการดู่หมิ่น ถึงแม้เราจะยึดมั่นใจความศรัทธา พิษทั้งสามแห่ง โลภ เกลียด และ ความโง่เขลา ก็จะเป็นอิทธิพลที่ทรงพลัง และความทะนงตนจะสามารถหยั่งรากลึกลงในชีวิตของเราได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตึนี้ เปลวเพลิงแห่งกิเลสแห่งอวิชชานั้น ยากที่จะกำจัดให้หมดสิ้นไป

เมื่อเรามองสิ่งนี้จากจุดยืนของ ความศรัทธาและการปฏิบัติในนิชิเรนโชชู เราจะพบว่า อิทธิพบด้านบวก นั้นคือ การกระทำที่ยอมรับความศรัทธา ซึ่งรวมไปถึงการเดินไปทางสักการะไดโงะฮนซนแห่งมหาวิหารแห่งคำสอนแท้จรอง-แก่นแท้ของดาบอันแหลมคมแห่งหลักธรรมเร้นลับ-และยึดมั่นในการปฏิบัติเพื่อตนเองและผู้อื่นอย่างแข็งขัน โดยยึดตามคำชี้นำของพระสังฆราชของเรา ผู้ที่ได้รับการส่งต่อมรดกแห่งหลักธรรม พระสังฆราช พระนิชิเนียวโชนินได้กล่าวไว้เกี่ยวกับ อวิชชา ว่า :

" พระนิชิเรนไดโชนิน ได้กล่าวไว้ใน "คำสอนปากเปล่า" ว่า
'หนึ่งขณะจิตสามพันเกิดขึ้นจาก หนึ่งตัวอักษรแห่ง "ศรัทธา" และการบรรลุพุทธภาวะของพระพุทธะทั้งปวงทั้ง 3 ชาติ ก็ล้วนมาจาก หนึ่งตัวอักษรแห่ง "ศรัทธา" ตักอักษรนี้คือดาบอันคมกริบที่สามารถตัดได้แม้กระทั้งรากฐานของความมืดมิด คำกล่าวที่ว่า "การไม่มีข้อสงสัยคือความเชื่อ" พิสูจน์ให้เห็นว่าความศรัทธานั้นคือดาบที่คมกริบที่จะตัดและขจัดความสงสัยและความเข้าใจผิดทั้งปวง'
(Gosho, p. 1737)

ในธรรมนิพนธ์เดียวกันยังได้กล่าวอีกว่า
'หนึ่งตัวอักษรแห่ง "ศรัทธา" เป็นเพียงแหล่งที่มาเดียวของการยอมรับและนับถือหลักธรรมแท้จริง หนึ่งตัวอักษรแห่ง "ศรัทธา" เป็นดาบอันแหลมคมที่จะตัดทำลายอวิชชา'
(Gosho, p. 1764)

สิ่งที่พระนิชิเรนไดโชนิน หมายถึง การมีความศรัทธาที่แน่วแน่ต่อโงะฮนซน เป็นเหมือนการมีดาบอันแหลมคมที่จะตัดทำลายอวิชชา ภาพลวงที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจของมนุษย์ปุถุชน อย่างไรก็ตาม พระนิชิคันโชนิน ไว้กล่าวไว้ใน "ความเห็นในการกระตุ้นความศรัทธา" ว่า
'บุคลคลหนึ่งอาจมีความเชื่อ แต่หากปราศจากการปฏิบัติแล้ว ก็จะไม่เป็นความศรัทธาที่เข้มแข็ง ความศรัทธาที่ปราศจากการปฏิบัติเป็นเหตุให้บุคคลละทิ้งความศรัทธาเพื่อพบกับอิทธิพลในแง่ลบ'
(Six-Volume Writings, p. 71)

เป็นที่แน่นอนว่า ความศรัทธาจะต้องคู่กันกับการปฏิบัติ หากบุคคลหนึ่งมีความศรัทธาแต่ไม่ปฏิบัติ นี่ก็จะห่างไกลจาก ความศรัทธาที่เข้มแข็ง บุคคลที่อาศัยความศรัทธาแต่ปราศจากการปฏิบัติจะไม่สามารถต้านทานอิทธิพลด้านลบได้ ด้วยเหตุนี้ ความศรัทธาจึงต้องรวมเป็นหนึ่งระหว่าง ความเชื่อ และการปฏิบัติ เช่นเดียวกัน ชะคุบุขุ จำเป็นที่ต้องถูกแสดงออกมาเป็นการกระทำจริงๆ มิเช่นนั้น จะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการชะคุบุขุ ชะคุบุขุนั้นไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำพูด ด้วยการแสดงออก, ประสบการณ์ และ ดำเนินการชะคุบุขุจริงๆ เราจึงจะสามารถได้รับกุศลผลบุญมากมายจากไดโงะฮนซน"
(เนื่องในโอกาสพิธีโคเซนรุฝุ โชได 4 พฤษภาคม  2008)

สมเด็จพระสังฆราชของพวกเราสอนว่า ดาบอันแหลมคมที่ตัดทำลายอวิชชานั้นไม่มีอื่นใดนอกจากการยึดมั่นความศรัทธาโดยไม่มีข้อสงสัย โดยยึดหลัก "การไม่มีข้อสงสัยคือความศรัทธา" (มุงิ วัชชิน) ท่านยังได้อธิบายอีกว่าพวกเราจำเป็นต้องเชื่อในโงะฮนซน และมีความพยายามในการทำกนเงียวและสวดไดโมขุ โดยยึดผลบุญที่ได้รับไปเริ่มต้นชะคุบุขุ

ขอให้เรารักษาความศรัทธาโดยยึดหลัก "ไม่มีข้อสงสัยคือความศรัทธา"  ให้เราทำลายอวิชชาในชีวิตของเราและสร้างความเป็นหนึ่งระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส ขอให้พวกเราทุกคนพัฒนาการอุทิศตนเองที่ยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายจาก สมเด็จพระสังฆราชของเรา พระนิชิเนียวโชนิน ที่จะเพิ่มสมาชิกฮอกเขะโคะ 50% ในปี 2015 ในห้าปีต่อจากนี้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น